ฝังชิปGrowth Mindset ให้ลูก ประตูสู่ความสำเร็จ

ฝังชิปGrowth Mindset ให้ลูก ประตูสู่ความสำเร็จ

คนเราจะประสบความสำเร็จได้ มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่เป็น “กุญแจ” สู่ความสำเร็จ คือ Mindsetหรือ“วิธีคิด”นั่นคือความเชื่อ ความคิดที่มีผลต่อพฤติกรรมนั่นเองเชื่อแบบไหนก็จะนำให้เราทำแบบนั้น บางคนเชื่อว่าเขาสามารถทำอะไรก็ได้ ก็จะกล้าลอง กล้าเรียนรู้ไม่สิ้นสุด ในขณะที่บางคนเชื่อว่าตัวเองทำไม่ได้และไม่กล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งบุคคลแต่ละประเภทนี้ก็จะประสบความสำเร็จแตกต่างกัน

Mindsetของคนเรามีอยู่ 2 แบบ คือ

          Growth Mindset คือวิธีคิดแบบเติบโต เชื่อว่า “ฉันน่าจะทำได้ หากฉันเรียนรู้ ฝึกฝน และพยายาม”เป็นวิธีคิดที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้าง คนที่มีความคิดแบบ Growth Mindset จึงเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ เรียนรู้ไม่รู้จบ ต่อให้เป็นเรื่องยากลำบากหรือไม่คุ้นเคยก็ตามที และยังมีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้เมื่อพบอุปสรรคก็คิดหาทางแก้ไขปัญหา เพราะเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถเรียนรู้และทำได้ จึงสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โอกาสประสบความสำเร็จจึงมีมากกว่าคนทั่วไป

          Fixed Mindset คือวิธีคิดในทางที่ยึดติด เชื่อว่าสิ่งไหนเคยเป็นอย่างไร ก็จะเป็นอย่างนั้นตลอดไปอะไรที่ทำไม่ได้ก็เชื่อเช่นนั้นตลอด ทำให้ไม่กล้าทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และไม่เชื่อมั่นในตัวเองเท่าที่ควร ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย มักหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ จึงอาจจะปฏิเสธโอกาสดีๆ ในชีวิตไป และไม่ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

การมี Growth Mindset จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก แต่เราไม่จำเป็นต้องมี Growth Mindset กับทุกเรื่องก็ได้ เพียงแต่ในเรื่องสำคัญต่อชีวิตเช่นการเรียน การทำงาน หากมีวิธีคิดแบบFixed Mindset ก็จะทำให้พลาดโอกาสสำคัญไปได้เช่นกัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องการพูดภาษาอังกฤษ หากเด็กมีความกลัวไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ แม้จะเรียนมาตั้งแต่เล็ก แต่พอเชื่อว่าตนเองพูดไม่ได้ก็ไม่ยอมพูด และหลีกเลี่ยงที่จะพูด จนพูดไม่ได้จริง ๆ เพราะไม่เคยลองที่จะฝึกฝน

          เห็นได้ชัดว่าความคิด ส่งผลต่อความเชื่อ ความเชื่อต่อตัวเราเป็นอย่างไรก็ส่งผลให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง

ภารกิจฝึกวิธีคิดแบบGrowth Mindset ให้ลูกรัก

การสร้างวิธีคิดแบบGrowth Mindsetพ่อแม่หรือผู้ที่เลี้ยงเด็กเป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดที่จะสั่งสมวิธีคิดและความเชื่อของเด็กเด็กอยู่ใกล้ใครวิธีคิดก็จะเลียนแบบไปตามผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด การเสริมให้ลูกมีความคิดแบบ Growth Mindset จึงต้องเริ่มต้นจากตัวผู้ใหญ่เป็นต้นแบบที่ดี และมีการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นที่บ้าน โดยพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวก็สามารถร่วมด้วยช่วยกันสร้างได้ทุกคน

           • หนุนให้ลงมือทำลองผิดลองถูก

พ่อแม่ควรสนับสนุนให้ลูกได้ลงมือทำเพื่อให้เขาได้เรียนรู้การลองผิดลองถูก เพราะการเรียนรู้จากความผิดพลาดและความล้มเหลวสำหรับเด็ก จะเป็นแรงผลักดันให้ได้ใช้ความพยายามจนสำเร็จ ซึ่งจะทำให้ลูกได้เห็นศักยภาพของตัวเอง

           • ชื่นชมเมื่อกล้าลอง

พ่อแม่ควรให้คุณค่ากับการกล้าตัดสินใจที่จะทดลองทำมากกว่าเน้นไปที่ความสำเร็จหรือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเสริมความมั่นใจให้ลูกด้วยคำพูด เช่น “แค่ลูกเริ่มต้น พ่อแม่ก็ถือว่าสำเร็จไปกว่าครึ่ง ผิดพลาดไม่เป็นไร เริ่มต้นใหม่ได้ ลองทำก่อนดีกว่าไม่ลงมือทำเลย”

            • ไม่ตำหนิเมื่อผิดพลาด

การทำสิ่งใหม่ ๆ สำหรับลูกอาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป เมื่อพบกับความล้มเหลวหรือผิดพลาด พ่อแม่ต้องเลี่ยงคำพูดเชิงตำหนิหรือคำพูดดูถูกความสามารถเชิงสบประมาท เช่น “ทำไม่ได้หรอก ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ ทำไปก็ไม่ได้ดี”ควรเก็บงำคำเหล่านี้ไว้ให้มิดชิด เพราะจะยิ่งทำให้เด็ก ๆ ไม่อยากทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ และจะไม่พยายามอีกเพราะเกรงว่าจะถูกตำหนิ

            • รับฟังแต่ไม่ทำแทน

เมื่อลูกพบอุปสรรคหรือปัญหา ให้พ่อแม่รับฟัง และส่งเสริมให้ลูกคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน โดยเฉพาะลูกวัยรุ่น ให้โอกาสเขาได้ตัดสินใจ เรียนรู้จากปัญหาและความผิดพลาด และหาทางแก้ไขให้ดีขึ้น พ่อแม่อาจจะแนะนำเพิ่มเติมเพื่อเป็นทางเลือกและให้กำลังใจลูกในการลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ข้อสำคัญห้ามลงมือทำให้หรือปกป้องเขามากเกินไปเด็ดขาด

การเรียนรู้ช่วง 5 ขวบปีแรก มีส่วนสำคัญที่สุดในการพัฒนาวิธีคิดและความเชื่อต่อตัวเอง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่น ความรู้สึกต่อตนเองและความภาคภูมิใจของเด็กจนกลายเป็นบุคลิกภาพและวิธีคิดต่อตนเองเมื่อเป็นผู้ใหญ่ การช่วยเสริมสร้างวิธีคิดที่เหมาะสมให้เขาก็เปรียบเสมือนช่วยกรุยทางสู่ความสำเร็จให้ลูกเช่นกัน